Profiel van Yamashita Masat...Yamashita MasatoFoto'sWeblogLijstenMeer ![]() | Help |
Yamashita Masato~Dr^ag^on~ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
13-1-2008 ซนจนได้เรื่อง อวสานซนจนได้เรื่อง ภาคก่อนหน้า เอาล่ะ วันนี้ตอนแรกตั้งใจจะดู Bug Me Not! ที่มาฉายช่อง 7 แต่ก็ต้องอดดู เพราะพ่อดูทีวีอยู่ แรกๆ ก็หงุดหงิดที่อดดู แต่ก็ต้องเก็บอาการ (เพราะดันลืมบอกเองว่า เวลานี้ขอจอง) แต่เสียอย่างมันก็ได้อย่าง เพราะดันนึกออกพอดีว่า เครื่อง PC ผู้เฒ่าเจ้าปัญหาของเรา น่าจะบูทไม่ขึ้นเพราะเราทำจัมเปอร์หลุดไปตัวนึง ก็เลยขอเงินแม่ไปซื้อจัมเปอร์ ปรากฏว่าที่ร้านเขากลับให้ฟรีซะงั้น กลับมาเล่าให้แม่ฟัง แม่เลยบอกว่า สงสัยคงเหมือนกับที่มีคนมาซื้อน๊อต 2 ตัวแล้วแม่ไม่คิดเงินมั้ง เมื่อได้จัมเปอร์มาแล้ว เราก็รีบแงะเครื่องมาใส่จัมเปอร์ทันที แต่ว่า... จะเสียบช่องไหนดีล่ะเนี่ย มันมีตั้ง 4 ช่อง เป็นแท่นเปล่าช่องนึงด้วย ว่าแล้วสุ่มเสียบช่องที่มี 2 แท่นครบ กลายเป็นบูทผ่านฉลุยไปซะงั้น ก็เลยถือโอกาสอัพเดทไบออสไปด้วยเลยในตัว ตอนอัพเดทนี่เสียวจะตาย ถ้าอัพพลาดนี่ คงกู้ลำบากเป็นแน่ แต่เอาเถอะ มันไม่มีปัญหาอะไรนี่นา ประสบผลสำเร็จด้วยดี (รอดตัวไป) จากปัญหาครั้งนี้เลยสรุปได้ว่า.. เวลาบูทเครื่องถ้าจู่ๆ มันขึ้นไบออสมาเอง แล้วมีหน้าต่าง pop-up มาว่า "Message Confirmation: The system intruded, chassis opened or tempered before. Please check system." ให้เช็คจัมเปอร์ chassis (เคสน่ะแหละ) บนเมนบอร์ดว่า หลุดรึไม่ ถ้าโล่งโจ้ง หรือว่าหลวม ก็จงหาจัมเปอร์ใหม่มาเสียบตรง 2 แท่นเต็มซะ ปล. ถ้าเอาส่งร้านมีหวังได้ซื้อใหม่แหงเลย คอมฯเราอายุตั้ง 7-8 ปีแล้วอ่ะ 6-1-2008 ซนจนได้เรื่อง ภาค 2ยังจำกันได้รึเปล่าเนี่ย เมื่อคราวก่อนโน้น (ประมาณหลายเดือนที่แล้ว) หลังจากผ่านพ้นมรสุมการบ้านและการสอบมิดเทอมมาได้อย่างทุลักทุเล (เหลือลุ้นว่าจะตกภาษาไทยรึเปล่าเพราะทำไม่ค่อยได้เลย) จึงเพิ่งจะมีเวลามานั่งแก้ PC ตัวเองต่อ ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นที่ CPU เพราะชอบเปิดเครื่องดองข้ามคืนมากจัด เลยกลัวว่า CPU จะไหม้เอา (แล้วพ่อก็ดันขู่ว่า ได้กลิ่นอะไรไหม้ๆ ซะด้วยสิ) เลยจำใจต้องถอด CPU ออกมาดูสภาพ แต่กว่าจะได้ยลโฉม CPU ตัวน้อยของเรา ก็แทบแย่เหมือนกัน (ไม่ได้แกะมา 7-8 ปี แล้วนี่นา ลืมไปแล้วว่าต้องแกะยังไง แต่ก็ยังอุตส่าห์ดำน้ำมาได้อย่างทุลักทุเล) กว่าจะได้ยลโฉม CPU นั้น ต้องฝ่าหลายด่านเหมือนกัน ด่านแรก ถอดเคสออก อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ด่านสอง ปลดล็อกคันโยก เป็นอะไรที่น่าหวาดเสียวมากในตอนแรก กลัวทำคันโยกหัก เพราะไม่นึกว่าพลาสติกที่เขาใช้ทำคันโยกจะเหนียวมากขนาดนี้ ด่านสาม ปลดล็อกระหว่าง heatsink กับ mainboard อันนี้นี่เสียเวลามากๆ เพราะเราอ่านคู่มือมันดันไม่บอก (บอกแต่วิธีใส่ วิธีถอดให้ไปเดากันเอง) ก็ต้องมานั่งว่า เมื่อ 7-8 ปีที่แล้วเราใส่ยังไง แล้วความจำสั้นอย่างเราจะจำได้มั้ย สุดท้าย ก็ต้องมาดูกลไกตัวล็อคแล้วเดาวิธีการถอดเอง ด่านสุดท้าย ง้างคันโยกที่ล็อค CPU ขึ้นก็เป็นอันเสร็จ พอได้เห็นเจ้า CPU ตัวน้อยแค่นี้แหละ เป็นอันว่าอึ้ง แต่ปัญหามีอยู่ว่า เราเช็คซิลิโคนออกไปหมดแล้ว จะเอาซิลิโคนจากที่ไหนมาทาเวลาเชื่อมกับ heatsink ล่ะนี่ ว่าแล้วก็ไปขอยืมซิลิโคนของ อาจารย์ในกลุ่มวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (ซึ่งมีวิชาคอมพิวเตอร์รวมอยู่ในนั้นด้วย) ที่โรงเรียน แต่กว่าจะได้ซิลิโคนก็ต้องรอ 2 อาทิตย์กว่า (เพราะอาจารย์เขาขี้ลืม) แล้วก็ขอคำแนะนำการทาด้วยว่าควรจะทาแค่ไหนดี (เรื่องของเรื่องคือเราจำไม่ได้แล้ว กลัวทาหนาจัดแล้ว CPU ไหม้) อาจารย์ก็ให้คำแนะนำมาดิบดีว่า ต้องใช้การ์ดเกลี่ยให้เรียบบางเหมือนแผ่นฟิลม์เคลือบ ตอนแรกก็ทาตามคำแนะนำของอาจารย์ แต่ก็ทาไม่เรียบซักที สุดท้ายอะไรๆ ก็สู้อวัยวะของเราเองไม่ได้ เลยลงเอยด้วยการเอานิ้วนี่แหละป้ายมันเข้าไป คราวนี้แหละ บางเรียบอย่างสวยงาม แล้วก็ประกอบกลับเข้าไปตามเดิม ลองเปิดเครื่องดูปรากฏว่าก็ BIOS ก็ยังขึ้นว่ามีปัญหาอยู่เหมือนเดิม คราวนี้เลยกล้าฟันธงได้เลยว่า เป็นที่ BIOS ไม่ใช่ที่ Hardware ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็คงต้องแก้ไขด้วยการ update BIOS แต่ก็ยังเสียวๆ อยู่ว่า กลัวไฟตกตอนเรา update พอดีน่ะสิ (เสียวว่าจะได้ซื้อใหม่จริงๆ) แถม UPS บ้านเราก็เน่ามาก เก็บไฟไม่อยู่แล้ว ก็เลยไม่กล้า update ซักที สงสัยถ้าจะเอาชัวร์ คงต้องให้ที่ร้าน update ให้ซะแล้วล่ะมั้ง เซ็งจริงๆ ว่าจะลองลง linux ซักหน่อย TLE9 เพิ่งออกรุ่นเบต้ามาซะด้วย (อยากลองลงดูเพื่อช่วย NECTEC หา bug อ่ะ) 3-1-2008 ปาฏิหาริย์... ใครว่าไม่มีจริงก่อนหน้านี้เราไม่เคยเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ หรือเรื่องเหนือธรรมชาติใดๆ เลย (ถ้าไม่นับเรื่องวิญญาณหรือผีที่พอเห็นแล้วจึงเริ่มเชื่อว่ามีจริง) จนกระทั่งเมื่อสิ้นปีที่แล้วนี่แหละ หลังจากสอบมิดเทอมเสร็จในวันศุกร์ที่ 28 วันรุ่งขึ้น แม่กบพี่สาวเราก็ไปกรุงเทพฯ เพื่อไปเยี่ยมอาม่าก่อน ปล่อยให้เรากับพ่อนั่งเฝ้าร้านกันสองคน แล้วเรากับพ่อจึงค่อยตามไปเจอกันที่กรุงเทพฯ อีกทีในวันอาทิตย์ เหตุการณ์ตอนนี้มันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรอก จนกระทั่งวันจันทร์ที่ 31 นี่แหละ ตอนบ่ายๆ ไปดูหนังสือที่ B2S ตอนนั้นมีหลายอย่างที่ไม่เข้าใจตัวเองว่าเป็นอะไร อย่างเช่น ทำไมวันนี้รู้สึกใจลอย เดินดูหนังสือในร้านแบบไร้จุดหมายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน (ปกติมาร้านหนังสือทีไร ต้องรุดหน้าไปยังแผนกหนังสือคอมฯทุกที) รู้สึกตัวอีกทีก็มาหยุดอยู่ตรงหน้านิตยสารรถซะแล้ว รถแต่ละคันในหนังสือก็น้อ แต่งซะจนน่ากลัวเหมือนปิศาจ (แปลกใจอีกเหมือนกัน เพราะปกติเราไม่ค่อยสนใจเรื่องรถเท่าไหร่ และก็ไม่กลัวอะไรง่ายๆ ด้วย) พอเดินไปแผนกคอมฯ ที่สิงสถิตเป็นประจำแล้ว หยิบหนังสือมาอ่าน ซักพักมือซ้ายก็เกิดไม่มีแรงขึ้นมากะทันหัน สั่นไปมาอย่างควบคุมไม่ได้เหมือนคนชัก ตอนนั้นใจหายอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเลือดมันสูบฉีดไปทั่ว แล้วมึนๆ หัว พยายามคิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเหมือนกะว่า นี่เราแค่ใจลอยนิดหน่อย แล้วพวกเราก็เดินทางกลับบ้านด้วยรถเก๋งคันโปรด พอประมาณทุ่มกว่าๆ ตอนนั้นพวกเราอยู่ที่ถนนหลักในอ่างทอง (ซึ่งในขณะนั้นเรากำลังหลับอยู่) จู่ๆ เราก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น เนื่องจากแรงหมุนอย่างรุนแรงที่เหวี่ยงตัวเราไปมา เสียงอะไรบางอย่างที่ฟังไม่ได้ศัพท์ พูดปะปนอยู่กับเสียงพ่อที่บอกให้หักกลับ และเสียงเบรกดังเอี๊ยดอ๊าดของรถเราที่กำลังหมุนควงเหมือนลูกข่าง เมื่อหัวเรากระแทกกับกระจกหลังรถเข้าอย่างจังจึงเริ่มรู้สึกตัวตื่น เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ก็เห็นกำแพงคอนกรีตอยู่ตรงกระจกข้างหลังคนขับซะแล้ว เราไม่หลับตาเพราะอยากรู้ว่าจะเป็นยังไงต่อ เมื่อท้ายรถชนกับกำแพงคอนกรีตแล้วจึงหยุดนิ่ง ได้ยินเสียงพ่อบอกให้ดับเครื่องยนต์ แล้วเปิดไฟหน้าค้างไว้ก่อน ตอนนั้นแม้จะยังงงๆ อยู่บ้าง ร่างกายชาไปหมดทั้งตัว หูอื้อไปหมด แต่ก็ลงมาจากรถได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แม้รถจะไม่พลิกคว่ำจนหงายท้อง แต่ก็ได้กลิ่นน้ำมันซึมออกมา ได้ยินเสียงพ่อบอกให้รีบถอดขั้วแบตเตอรี่ออก เพราะกลัวจะเกิดประกายไฟ ไม่นานนักก็คนละแวกนั้นมาช่วยกันเข็นรถ เมื่อออกมาจากรถก็รู้สึกถึงลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่าน อากาศเย็นๆ อย่างนี้ทำให้นึกถึงเมื่อก่อน ที่เคยเห็นวิญญาณข้างถนนที่โผล่มาตัดหน้ารถ (โชคดีที่เราไม่ได้เป็นคนขับ) ทำให้เพิ่งนึกออกว่า ที่นี่แหละที่เราเคยเห็นคนหัวขาดเดินตัดหน้ารถเมื่อสองสามปีก่อน แต่นึกได้แค่นั้นก็รุ้สึกตัวอีกที เมื่อมีป้าที่อยู่หน่วยกู้ภัยตะโกนเรียกให้ข้ามถนนมาอีกฝั่งก่อน เดี๋ยวจะโดนรถชนเอา นานอยู่เหมือนกันกว่าจะย้ายของจากรถเก๋งไปรถตู้อีกคันของกู้ภัย ระหว่างรอรถตู้ เรารู้สึกเหมือนมีลมเย็นๆ แบบสยองพัดผ่านเราไปอย่างแรง และรู้สึกเหมือนถูกมองอยู่ ถึงเราจะไม่เห็นว่าเป็นใคร แต่ซักพักมันก็หายไปกับสายลม คนละแวกนั้นพอมาถึงก็รีบมาถามกันเป็นการใหญ่ว่า มีใครเป็นอะไรมากมั้ย ไปโรงพยาบาลมั้ย เพราะทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เสียงดังมากขนาดอยู่ในซอยลึกๆ โน่นยังได้ยินอย่างดัง เลยรีบเรียกตำรวจมา ระหว่างทางพี่เล่าให้ฟังว่าก่อนเกิดเหตุ พี่รู้สึกว่าสร้อยมันหนักๆ คอ เลยถอดออก (ไม่งั้นอาจรัดคอพี่ตอนหมุนก็ได้ ระโยงระยางออกอย่างนั้น) แม่ก็บอกว่าก่อนหน้ารู้สึกใจคอไม่ดีเหมือนกัน (ไปๆ มาๆ สงสัยบ้านนี้มี sense กันทั้งบ้าน) กว่าจะมาถึงนครสวรรค์ได้ก็ประมาณสี่ทุ่มกว่า พอทานข้าวกันอิ่มแล้วจึงค่อยไปโรงพยาบาล เพื่อดูว่ามีใครเป็นอะไรมากรึเปล่า พ่อนั่งข้างคนขับจุกบริเวณลิ้นปี่เพราะโดนกระแทกหน้าอก แม่นั่งกลางฟกช้ำกับคอเคล็ดนิดหน่อย อาม่านั่งหลังพ่อข้อมือซ้นกับซี่โครงช้ำ พี่นั่งหลังคนขับก็ฟกช้ำนิดหน่อย แต่เรานี่สินั่งกลางแต่หนักสุดเพราะดันหลับไม่รู้เรื่อง (เพิ่งจะตื่นตอนรถหมุนรอบที่สอง ให้ตายเถอะ ไม่คอหักตอนหลับก็ดีนักหนาแล้ว) หมอบอกว่าเรากล้ามเนื้อบริเวณสะบักอักเสบนิดหน่อย เข่าช้ำเล็กน้อย แต่ที่น่าห่วงคือหัวกระแทกมากกว่า (เขากลัวว่าจะมีเลือดคั่งในสมอง) แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ถ้ามีเลือดในสมองจะมีอาการปวดหัวนานกว่า 1 สัปดาห์ อาเจียนแบบไม่รู้ตัว ถ้ามีอาการดังกล่าวให้รีบมาหาหมอ ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าปีใหม่นี้ได้ countdown ที่โรงพยาบาลซะงั้น พอตื่นมาืวันที่สองนี่สิ ระบมไปทั้งตัว คอเคล็ดเฉยเลย วันที่ 1 ไม่ได้ฉลองอะไรหรอก หลับเป็นตายทั้งวัน พอวันที่ 2 ก็อุตส่าห์ตื่นเพราะขี้เกียจปั่นการบ้านย้อนหลัง เพื่อนก็ถามว่าไปเที่ยวปีใหม่เป็นไงบ้าง พอได้ฟัง ก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่ตายก็ดีนักหนาแล้ว (ดีแล้วแหละ ถ้าเป็นอะไรไปเราคงเครียดตาย) หลังเลิกเรียนพ่อเพิ่งกลับมาจากอู่พอดี ก็เล่าและลำดับเหตุการณ์ให้ฟังว่า... ตอนแรกเราขับทางตรง ประมาณว่าอยากกลับบ้านไวๆ แล้วถนนโล่งพอดี เลยเหยียบเป็นร้อย แต่มอเตอร์ไซค์เจ้าปัญหาก็ดันโผล่มาขวางกลางถนน แถมไม่เปิดไฟรถอีก พ่อเตือนว่ามีรถข้างหน้าพร้อมๆ กับลุงที่หักหลบซ้าย พอจะลงข้างทางก็เลยรีบหักกลับ ตอนนั้นเบรกไม่ได้เดี๋ยวรถคว่ำ เนื่องจากเป็นพวงมาลัยเพาเวอร์และความตกใจ เลยหักขวามากไป รถก็คงเกือบจะพลิกคว่ำไปแล้ว เพราะตอนนั้นรถกำลังลอย (เราถึงหัวกระแทกกระจกหลังได้ มานั่งนึกทีหลังก็คิดว่าโชคดีแค่ไหนที่คอแข็งพอที่จะไม่หักตอนหลับ เพราะขนาดโดนกระแทกอย่างนี้ ยังถึงกับคอเคล็ดจนหันไม่ได้) แต่โชคดีที่ไปชนกำแพงคอนกรีตก่อน รถเลยหมุนกลับมาตั้งลำตามเดิม ก่อนที่ท้ายรถจะชนเข้าอย่างจังกับกำแพงอีกรอบ คราวนี้รถจึงหยุดนิ่ง ที่มารู้ทีหลังว่ารถลอยก็เพราะตอนไปดูสภาพรถที่อู่ ดูเผินๆ นี่เหมือนจะไม่มีอะไรมากนัก แค่มุมรถเละนิดหน่อย ใต้ท้องรถนี่สิพังยับเยินจนไม่เหลือชิ้นดี พ่อเลยสรุปว่า.. เหตุการณ์นี้เป็นส่วนกลับกับหนังเรื่อง Final Destination ที่เหตุการณ์ทุกอย่างบังเอิญล็อคให้ผู้ประสบเหตุตายอย่างไม่เชื่อ แต่นี่เป็นการล็อคทุกอย่างให้รอดตายอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีใครตาย... เพราะมอเตอร์ไซค์หนีไปอย่างปลอดภัยไร้ร่องรอย โชคดีที่ถนนว่าง... เลยไม่มีรถคันอื่นมาอัดก๊อปปี้ซ้ำ โชคดีที่กำแพงคอนกรีตกั้นไว้... ทำให้รถไม่คว่ำและไม่หมุนไปยังถนนอีกฝั่งหนึ่ง โชคดีที่รถพังยับเยินแต่ช่วงล่าง... คนนั่งริมเลยไม่เป็นอะไรร้ายแรง โชคดีที่นั่งเบียดกันแน่น... เลยไม่ค่อยบาดเจ็บจากการกระแทกรุนแรงมากนัก โชคดีที่รถฝั่งซ้ายลอย... เพราะฝั่งนั้น พ่อกับอาม่าซึ่งมีน้ำหนักมากที่สุดนั่งถ่วงไว้อยู่ โชคดีที่เพิ่งเติมน้ำมัน และใส่ของมาเต็มรถ... เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยถ่วงเอาไว้ไม่ให้รถลอยสูงมากนัก (ถึงมันจะลงเอยด้วยการลอยก็เถอะ) และสุดท้าย... เหตุการณ์นี้เลยทำให้เราเชื่อว่าปาฏิหาริย์มีจริง 27-11-2007 Xiao Mo Li - Ost. Spider Lilies (Ci Qing) 2007Xiao Mo Li - Ost. Spider Lilies (Ci Qing) 2007 Chord: เืลือกใช้ตามสะดวก แต่อย่าลืมดูโทนเสียงสูงต่ำของแต่ละคอร์ดก่อนว่าจะเอาคีย์ประมาณไหน Bbm - x13321 or 688766 Ab - xx1114 or 466544 Ebm - xx1342 or x68876 Db - x43121 or x46654 Gb - 244322 F - 133211 Dbmaj7 - 143111 Intro / Bbm / Ab / Ebm / Db / Bbm / Ab / Gb / Db / ( 2 Times ) Bbm Ab qing chen xia le yi chang yu 清晨下了一场雨 Ebm Bbm lu shui zhan shi le xiao mo li 露水沾湿了小茉莉 Bbm Ab Ebm Dbmaj7 bai se hua ban chun zhao you qing xi de wen zhu ni de hu xi 白色花瓣纯洁又清晰地闻著你的呼吸 Bbm Ab wan feng chui fu qing cao di 晚风吹拂青草地 Ebm Bbm xi yang ran hong le xiao mo li 夕阳染红了小茉莉 Bbm Ab Ebm Dbmaj7 wei xiao zhan fang bu yan ye bu yu kan bu tou ni de mi mi 微笑绽放不言也不语看不透你的秘密 Gb Ab Bbm yue guong jing jing bo mu long zhao xiao mo li 月光静静 薄暮笼罩小茉莉 Ebm Ab Db F ning shi zhu ni she bu de li kai ni 凝视著你 舍不得离开你 Gb Ab Bbm yue guang jing jing bo mu long zhao xiao mo li 月光静静 薄暮垄罩小茉莉 Ebm Ab Db F deng hou zhu ni zou jin wo de meng li 等候著你 走进我的梦里 Gb Ab Db Gb xiao mo li shi fou ni hui ba wo wang ji 小茉莉 是否你会把我忘记 Ebm Ab Db F xiao mo li qing ji de wo hai zoi zhe li 小茉莉 请记得我 还在这里 Gb Ab Db Gb xiao mo li zoi zhi tou shang zi ran mei li 小茉莉 在枝头上自然美丽 Ebm Ab Db F xiao mo li qing ji de wo b-u yao ba wo wang ji 小茉莉 请记得我 不要把我忘记 Outro / Gb / Gb / Dbmaj7 / Bbm / ( 2 Times ) / Gb / Gb / Dbmaj7 / เข้าค่ายพสวท. ณ ค่ายหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์วันที่ 1 - เสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน วันแรกตื่นแต่เช้า (หรือแต่ดึกกันแน่ล่ะเนี่ย) พ่อมาปลุกประมาณตี 3 เศษนิดหน่อย (บวกลบเวลาขุดตัวเองจากเตียงแล้ว) จากนั้นไปทำธุระส่วนตัว ใส่ชุดพละ กางเกงม่วง-ขาว เสื้อม่วงอ่อนๆ สรุปม่วงทั้งตัว (โรงเรียนก็ดันเอาแต่เรียกนักเรียนว่า ลูกม่วง-ขาว สงสัยจะสนับสนุนให้นักเรียน Y อย่างบริสุทธิ์เต็มที่ พอเรามาถึงเพื่อนๆ ก็รีบถามกันใหญ่เลยว่า ที่เพื่อนห้อง 4 มันฝันว่ารถคว่ำน่ะ เป็นลางร้ายหรือเปล่า เพราะฝันของมันกับการรบเร้าของเพื่อนๆ แหละน้า เรากับพ่อถึงกับต้องไปเปิดดูปฏิทินโหรดูก่อนว่าจะเป็นอะไรรึเปล่า แต่ปรากฏว่าโชคดีไป เพรา่่ะช่วงที่ไปค่ายพสวท. ไม่ได้ตรงกับวันกระทิง (พ่อบอกว่าในทางโหราศาสตร์ไทย วันกระทิงเป็นวันที่แรงมาก อาจถึงขั้นตายหมู่ได้) ก็คงไม่มีอะไรที่ร้ายแรงมากนัก (แต่ไหงเรารู้สึกว่าแม้ไม่มีคนตายแต่ก็กลัวว่ารถอาจจะเสียได้อ่ะ เพราะดูแล้วไอ้คนที่ฝันท่าทางพอมีลางสังหรณ์อยู่) บอกเพื่อนแล้ว มันก็สบายใจขึ้นเยอะแหละ แต่เรานี่ดิ พ่อบอกว่าให้ระวังอุบัติเหตุทางน้ำ (เป็นการพูดอ้อมๆ ว่าไม่ให้เล่นน้ำทะเล) แล้วก็ระวังจะเกิดการปะทุในวันอาทิตย์อ่ะ รถที่เดินทางเป็นรถบัสสองชั้นทั้งหมด 5 คัน ห้องละคันพอดี มีอาจารย์ไปคันละ 2 คน อาจารย์ที่ไปก็เป็นอาจารย์หมวดวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ที่สอนม.5 กันทั้งน้าน (รวมทั้งอาจารย์ประจำชั้นห้องเราด้วย) ส่วนรองผู้อำนวยการนั่งรถส่วนตัวไป มีคนขับรถขับพาไปให้ หลังจากเช็คชื่อ ขนของขึ้นรถแล้ว กว่ารถจะออก ก็เกือบตี 5 โน่น แต่ไม่มีอะไรมากนักเพราะกำลังง่วงๆ ส่วนใหญ่หลับกันหมด จะมีก็แต่ไอ้พวกปาปารัสซี่ แอบถ่ายพวกที่นอนท่าสวย (หรือตลกกันแน่ล่ะเนี่ย) ส่วนเรานั่งอ่านคู่มือเกม (หวงอี้ออนไลน์) ตาสว่างเฉยเลย จากนั้นซักประมาณ เกือบหกโมง ก็แจกข้าวกล่องกินกันอย่างหนุกหนาน ระหว่างทางก็แวะปั๊มเข้าห้องน้ำ ซื้อเสบียงอยู่หลายที่ เท่าที่จำได้ รู้สึกจะแวะที่สุพรรณกับเพชรบุรี ส่วนที่อื่นนี่ไม่รู้ (หลับตลอดทาง จะได้ไม่เมารถ) แต่พอตอนสายๆ เพื่อนมันเริ่มตื่นกันแล้ว ดูหนังกันเกือบตลอดทาง จบไป 2 เรื่อง บู๊ๆ แบบ Alex Rider กับ Euro Trip ที่ตลกแบบทะลึ่งๆ ไม่เกรงใจอาจารย์กันเลยน้อคนเรา พูดไปอย่างงั้นแหละ แต่เราก็ดูเฉยเลย แถมยุให้เพื่อนเปิดอีกต่างหาก (ไม่เกี่ยวนา เพื่อนเปิดมา เราก็ดูไป กว่าจะถึงค่ายหว้ากอ ก็ประมาณบ่ายโมงครึ่งกว่าๆ ที่จริงๆ คันอื่นเขาถึงกันตั้งแต่บ่ายโมงโน่น แต่คันเราติดไฟแดง แถมคนขับยังงงเส้นทางอีก ( พิธีเปิดค่ายก็เริ่มจาก รองผู้อำนวยการมากล่าวสุนทรพจน์ (แสนยาวจนสัปหงกไป 3 ตื่น) แล้วทำการส่งมอบนักเรียน 205 คน ให้กับวิทยากร เมื่อวิทยากรได้อำนาจปุ๊บ ก็กล่าวสุนทรพจน์จนสัปหงกไปอีกตื่น (โชคดีที่เป็นผู้ชาย เลยพูดน้อยหน่อย) พี่คนนี้ชื่อพี่อิฐ หน้าและการแต่งตัวดูแปลกๆ แต่แอบเซอร์นิดๆ (ถึงแม้พี่แกจะใส่นาฬิการสีชมพูก็เถอะนะ) พอแนะนำตัววิทยากรคนอื่นๆ จนเสร็จหมดแล้ว ซึ่งที่เหลือเป็นผู้หญิงหมดเลย มีพี่มด (หน้าโหดนิดๆ สำเนียงเหน่อแบบคนใต้ได้ใจ) ป้าจิ๋ม (ใจเย็นและใจดีที่สุดในค่ายแล้วมั้ง) พี่อ้อย (คนหลังไม่แน่ใจว่าชื่ออ้อยรึป่าว ฟังไม่ถนัด เอาเป็นว่าจำหน้าได้ก็แล้วกัน ไม่ค่อยห็นบ่อยด้วยเลยจำชื่อไม่ค่อยได้) ซึ่งตาตี่กันทั้งสามคนเลย จากนั้น พี่ๆ วิทยากรก็เริ่มแบ่งห้องนอน เอาเถอะ เราเซ็งเรื่องการแบ่งห้องมากมาย ผู้ชายน่ะไม่มีปัญหาเลย เคลียร์เรื่องห้องนอนได้ก่อนใครเพื่อน แต่พวกผู้หญิงนี่สิ มันจะมีปัญหาเีรื่องมากอะไรกันนักหนาไม่รู้ จะนอนกับเพื่อนห้องอื่นเลยไม่ได้รึไง ก็เพื่อนเหมือนกัน ทำไมต้องแบ่งแยก (อย่างงี้สิน้า มันถึงมีปัญหาเรื่องเหยียดผิว เหยียดชนชาติ เหยียดศาสนา เหยียดเพศ เหยียดห้อง เหยียดสารพัดเหยียด น่าเบื่อ) สรุปเป็นว่า ทุกห้องยกเว้นห้อง 4 ได้นอนห้องเดียวกัน ส่วนสาวห้อง 4 ที่มาแค่ 18 คน ก็แบ่งครึ่งกันไป ครึ่งนึงนอนกับห้องเรา อีกครึ่งนอนกับห้อง 3 พี่ๆ บอกว่า ถ้าเอาของไปเก็บที่ห้องแล้วจะปล่อยให้เล่นตามสบาย แต่ห้ามลงทะเล เพราะทะเลที่นี่มันลึก (เหอๆ เริ่มกลัวความรู้สึกตัวเองอย่างบอกไม่ถูกเข้าให้ซะแล้วสิเนี่ย) เรานอนห้อง 13 (แค่ชื่อก็... ไม่อยากคิดต่อแล้ว) พอเปิดประตูห้องเข้าไป กลิ่นอับๆ เหมือนห้องที่ถูกปิดมานาน พัดเข้าจมูกมาอย่างจัง (รุนแรงนะเนี่ย ไม่ต้องทักทายกันออกนอกหน้าขนาดนี้ก็ได้) พอเก็บของเสร็จเรารีบออกจากห้องทันที (ตอนนั้นไม่รู้ว่าหนีกลิ่นรึว่าไม่อยากเจอบรรยากาศสยองกันแน่) ถามเพื่อนที่เข้าห้องคนแรกๆ เพื่อนก็บอกว่าไม่ได้กลิ่น (อะไรกันนี่ แกเข้าห้องก่อนเราอีกนะ ทำไมไม่ได้กลิ่น หวัดแกก็ไม่ได้เป็นนะ) ถามคนหลังๆ ก็บอกว่าไม่ได้กลิ่น (จะบ้าหรอ กลิ่นอับมันจะหายเหม็นยังไงไวไม่ถึง 30 วินาทีขนาดนั้นเล่า) ยังดีที่ถามเพื่อนห้อง 4 มันบอกว่าไ้ด้กลิ่นเหมือนกัน (แต่คนนี้นี่เรารู้สึกว่ามันก็มีสัมผัสพิเศษเหมือนกันนา เอาวะ อย่างน้อยมีคนเจอผีเป็นเพื่อนก็ยังดี) จะว่าไปทะเลที่นี่ก็สวยดี ถ้าไม่นับความรู้สึกชวนสยองในทะเลนั่นน่ะนะ แต่ได้ชมวิวแป๊บเดียวเขาก็เรียกทานข้าวเย็นแล้ว (ก็มันจะหกโมงอยู่แล้วนี่นา) เรื่องกับข้าวไม่ขอพูดถึง ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่ามันซกมกมากๆ แต่หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วเราก็ไม่ลืมที่จะไปบอกพี่ว่า วันจันทร์เราต้องกินเจ พี่เขาจะได้ทำกับข้าวมาเผื่อให้ จากนั้นพี่เขาก็ปล่อยให้เราไปอาบน้ำ (แต่เราไม่อาบ ไว้รออาบตอนดึกๆ เพราะคนอาบตอนนี้เยอะมาก) จากนั้นพี่เขาก็เรียกไปรวมกันที่สนามหญ้าหน้าเสาธง ปรากฏว่าเพื่อนๆ ส่วนใหญ่มาช้า เลยโดนดุไปเรียบร้อยว่า็ค่ายพสวท. คือค่ายเพื่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีไว้ไปเที่ยว (ดูการกระทำเพื่อนแล้ว มันก็สมควรโดนด่าจริงๆ แหละ เอาแต่จะเล่นอย่างเดียว) คาบนี้เรียนวิชาดาราศาสตร์กัน มีวิทยากรจากสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย (อะไรซักอย่างนี่แหละ เราจำชื่อไม่ได้นี่นา) เขามาตั้งกล้องดูดาวให้เราดูพระจันทร์กันชัดๆ แบบเห็นพื้นผิวบนดาวหมดเลย แค่ดูเปล่าๆ พระจันทร์คืนนี้ก็สวยมากแล้ว ยิ่งได้ดูจากกล้องดูดาวขนาดเล็ก พระจันทร์ยิ่งสวยมากขึ้นไปอีก นี่สินะถึงมีคนเคยบอกว่า สาววันจันทร์ส่วนใหญ่มักจะสวย ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง กลมบ็อกเหมือนโดเรมอน ก็วันนี้่มันเป็นวันลอยกระทงนี่นา จากนั้นก็ไปเรียนการดูดาวโดยใช้แผนที่ดาวที่หอประชุมกัน จะว่าไปก็สนุกดีเหมือนกัน เอาไปใช้ในโหราศาสตร์ไทยได้อีกต่างหาก (พูดไปงั้นแหละ ดูดวงไทยไม่เป็นหรอก) หลังจากเรียนรู้วิธีดูดาวแล้ว จริงๆ ต้องลองไปดูของจริง แต่เผอิญว่าวันนี้เป็นวันลอยกระทง พระจันทร์สว่างมากๆ จนกลบแสงดาวอื่นๆ ไปหมดเลยอดดู ก็เลยได้ดูดาวในโปรแกรมจำลองท้องฟ้าทีชื่อว่า Starry Night แทน คนบรรยายการดูดาวในโปรแกรมนี้ ก็คนละคนกับคนแรกที่บรรยายเรื่องแผนที่ดาว ถ้าคนแรกคงหลับกันเยอะแน่เลย เพราะเสียงคนแรกนี่ monotone มากๆ เราฟังแล้วแอบเผลอสัปหงกอ่ะ (นี่ขนาดนั่งหน้าๆ ด้วยนะเนี่ย) พี่คนนี้บรรยายสนุก ขนาดปิดไฟดูดาวจาก projector เรายังไม่หลับเลยอ่ะ แต่ไม่น่าเชื่อว่า กลุ่มดาวที่ไทยตั้ง พอเอาไปเทียบกับของชาวตะวันตก กลับต่างกันอย่างสิ้นเชิงเป็นบางดวง เช่น กลุ่มดาวค้างคาวของไทย ของฝรั่งเขาเห็นเป็นราชินีชื่อว่า แคสสิโอเปีย ซะงั้น นอกจากนี้พี่เขายังพูดถึงกลุ่มดาว 12 ราศีพร้อมคำทำนายแบบวิทยาศาสตร์อีกด้วย (12 ราศีบ้านพี่เขานับตามเดือนที่เกิด) ในวงเล็บเป็นสัญลักษณ์ประจำกลุ่มดาวราศีนั้น มกราคม (แพะทะเล) - เป็นผู้ใหญ่ มีความเป็นผู้นำสูง (เพราะอยู่ต้นเดือน แก่กว่าชาวบ้านเขา) กุมภาพันธ์ (คนแบกหม้อน้ำ) - หน้าหม้อ ซกมก ไม่ชอบอาบน้ำ (เพราะถือหม้อน้ำจนเบื่อ) มีนาคม (ปลาคู่) - หน้าเหมือนปลากะจั่ว (เราไม่รู้จักปลากะจั่วอ่า หน้าตาเป็นไงหรอ) แล้วก็ชอบทำอะไรขับปลาสองมือ (เพราะราศีนี้มีปลาสองตัว) เมษายน (แกะ) - ขนดก (แกะขนมันยาว) พฤษภาคม (วัว) - มักถูกหลอกเพราะมีเขา (จะบอกว่าโดนสวมเขาก็พูดตรงๆ เหอะ) แต่เป็นคนมั่นคงในความรัก มิถุนายน (คนคู่) - เป็นคนที่มีสองเพศในคนเดียวกัน (เขาเรียกว่าไบฯ รึป่าวอ่า) กรกฎาคม (ปู) - เป็นคนกินเก่ง (เพราะปูมีขาเยอะ จึงใช้พลังงานมากกว่าราศีอื่น) สิงหาคม (สิงโต) - เป็นคนเด็ดขาด กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ มีแนวโน้มชอบเพศเดียวกันสูง (สิงโตเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ เลยกล้าไปซะทุกเืรื่อง) กันยายน (หญิงพรหมจรรย์) - ผู้หญิงส่วนใหญ่หน้าตาดี ผู้ชายส่วนใหญ่หน้าหวาน แต่ส่วนมากมักขึ้นคาน (พรหมจรรย์จริงๆ ด้วย) ตุลาคม (ตาชั่ง) - เป็นคนจิตใจดี ไม่มีพิษภัยกับใคร แต่ไม่ค่อยเต็ม (อาจเป็นเพราะว่า เป็นราศีเดียวที่ไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตมั้ง) พฤศจิกายน (แมงป่อง) - ขี้งอน หน้าตาคมเข้ม แต่มีแนวโน้มจิตใจไม่ตรงกับเพศที่ตัวเองเป็นสูง ธันวาคม (เซ็นทอร์นักธนู) - ชอบสอย (เพราะเล็งธนูยิงไปเรื่อย) แล้วพี่เขาก็แถมให้อีกว่า ราศีมังกรกับราศีธนู มีแนวโน้มเป็นคู่เกย์กันสูง เพราะในแผนที่ดาว แพะทะเลมันทำท่าจะขี่หลังเซ็นทอร์ เพื่อนๆ ห้องเรากับห้องสองเลยกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ เพราะไอ้คู่ที่ล้อกันอยู่มันเกิดเดือนธันวาคมกับมกราคม (ห้องเรามีส่วนที่เคยอยู่ห้องสองในตอนม.ต้น ห้องเราเลยสนิทกับห้องสองค่อนข้างมาก มันถึงกล้าล้ออย่างงี้ได้) พอเรียนจบแล้วพี่เขาก็ให้เราไปลอยกระทงกัน แต่ว่ามีกระทงให้แค่ 12 ใบ (ตามกลุ่มที่จัดไว้ตอนแรก) เพราะไม่ได้สั่งกระทงไว้ล่วงหน้า แต่ห้อง 5 ก็ดันเตรียมการดีเอาพลุมาจุดด้วย (รึว่าไปซื้อมาก็ไม่รู้) แต่ดีที่ไม่มีแบบอันตราย แค่มีประกายฟู่ๆ ออกมาเฉยๆ หลังจากลอยกระทงกันเสร็จแล้ว พี่เขาเหลือเวลาให้ไปทำธุระส่วนตัวก่อนนอนกันพอสมควร แต่ให้นอน 5 ทุ่ม เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตี 5 ไปเรียนวิชาดูนก ก่อนไปส่องกล้องดูนกรอบค่าย ที่สำคัญ พี่เขาเตือนให้เราสวดมนต์ก่อนนอนด้วย (ว่าแล้วเชียวว่าต้องมีผีจริงๆ ด้วย) ตอนแรกเรากะจะไปอาบน้ำและ ปรากฏว่าน้ำไม่ไหล เลยไม่อาบซะเลย วันแรกๆ ยังไม่เลอะด้วยนี่นา แค่นั่งรถมาเฉยๆ เราเลยมีเวลาออกมาดูดาวเยอะหน่อย พอดีเหลือบไปเห็นห้อง 4 เขาเอากีต้าร์มาเล่นด้วย (จริงๆ เอากีต้าร์ทุกห้องยกเว้น ห้องเรากะห้องสามมั้ง) เลยไปขอเขาเล่นบ้าง จากนั้นหาม้านั่งริมชายหาดสงบๆ ดูดาวแล้วเล่นตามอารมณ์ เล่นไปเล่นมากลายเป็นเล่นเพลงนี้ไปซะงั้น ส่วนคอร์ดที่เราเล่นและการเกาแบบมั่วๆ ตามอารมณ์ของเราคงยกยอดไปเขียนไว้คราวหน้า เพราะเดี๋ยวจะนอกเรื่องไปซะก่อน เพลงมันทำนองเหงาๆ เปลี่ยวๆ เหมือนชายทะเลที่นี่ยังไงก็ไม่รู้ ไม่เอาๆ ไม่คิดๆ เล่นต่อๆ ร้องคลอเบาๆ ไปด้วยจนจบเพลง (ฟังเสียงตัวเองแล้วมันสยองยังไงชอบกล) ถึงเวลาใกล้ 5 ทุ่มพอดี รีบเอากีต้าร์ไปคืนเพื่อนแล้วทำธุระส่วนตัวก่อนนอน แต่ก่อนจะเข้าห้องไปนอน พอดีเหลือบไปเห็นพี่อิฐเอากีต้าร์ออกมาเกาเล่นด้วย (ว่าแล้วเชียว พี่แกต้องมีอารมณ์ศิลป์) จากการประมวลผลข้อมูลที่ได้มาตั้งแต่เช้า พอสรุปได้ว่าที่นี่มีผีจริงๆ เลยสวดมนต์พร้อมแผ่เมตตาและนั่งสมาธิเรียกสติกันเหนียวก่อนนอน อ้าว เวรกรรม ตอนเย็นๆ ที่เราเอาของมาไว้แล้วรีบหนีกลิ่นอับอ่ะ เราลืมจองที่นอนไว้ด้วย เพื่อนมันก็นอนกันหมดและ เราก็เลยนอนตรงพื้นปูนใกล้ๆ ประตูละกัน (กะประมาณว่าถ้าผีมาแกล้งเราหรือว่าท้องเสียนี่จะได้เผ่นสะดวก วันที่ 2 - อาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน ว่าแ้ล้วว่าต้องซวยจริงๆ ด้วย นั่นไง นอนห้าทุ่ม แต่ต้องตกใจตื่นตั้งแต่ตีสอง ไม่รู้ว่าเป็นอะไรเหมือนกัน อากาศดึกๆ ก็ยิ่งเย็นซะด้วยสิ มองไปรอบๆ ห้องทุกคนหลับสนิทกันหมดแล้ว เหลือแต่เรานี่ดิ เฮ้อ แต่อย่างน้อย ก็ยังดีที่ไม่มีผีที่ไหนมาแกล้งเรา แต่ว่าปวดท้องถ่ายหนักนี่ดิ ปัญหาใหญ่ พี่เขาสั่งให้เราต้องชวนเพื่อนไปเข้าห้องน้ำเป็นเพื่อนด้วย จะชวนใครไปดีล่ะเนี่ย หลับกันทั้งนั้นเลย เกรงใจมันอ่ะ กลั้นไว้ก่อนละกัน แล้วก็ข่มตานอนต่อ อีกสามชั่วโมงเท่านั้นเอง อดทนหน่อยๆ (ที่พ่อบอกให้ระวังจะเกิดการปะทุในวันนี้ ที่แท้ก็ท้องเสียนี่เอง) กลั้นไว้ซัก 2 ชั่วโมง ชักจะไม่ไหว ตอนตี 4 อากาศมันหนาวลำไส้เริ่มหดตัว (แล้วแถมไปนอนตรงพื้นปูนด้วยอีกนะ เตียงหยกดีๆ นี่เอง) แถมตัวยังกระตุกตามไส้อีก มาถึงขั้นนี้นี่ ให้เกรงใจเพื่อนคงจะไม่ไหวแล้ว ว่าแล้วก็ปลุกเพื่อนที่นอนข้างๆ มา 2 คน ให้ไปเข้าห้องน้ำเป็นเพื่อนด้วย (เพิ่งเข้าใจว่าทำไมเขาจึงบัญญัติศัพท์ห้องน้ำว่า สุขา ก็วันนีนี้นี่แหละ) หลังจากถ่ายออกมาหมดไส้หมดพุงแบบพรืดเดียวจบแล้ว ปรากฏว่าน้ำไม่ไหล เป็นปัญหาที่ใหญ่ไม่แพ้ตอนแรก ว่าแล้วไม่รอช้าตะโกนประจานเพื่อนว่าน้ำไม่ไหลอ่ะ เพื่อนสองคนนี้ก็แสนดี อุตส่าห์เดินทางไกลไปตักน้ำจากห้องน้ำอีกหลังหนึ่ง ที่อยู่ถัดไปพอสมควรมาให้ พอออกมาจากห้องน้ำถึงเพิ่งรู้ว่า มีเพื่อนร่วมห้องที่ร่วมชะตากรรมแขกตี้ กับเราด้วยเหมือนกัน แถมยังปวดตั้งแต่ตีสองเหมือนกัน แต่เพิ่งออกไปเข้าห้องน้ำตอนตี 4 แถมเจอปัญหาน้ำไม่ไหลเหมือนกันอีก แต่เพื่อนมันไฮโซกว่าเพื่อนเราหน่อยเอากระดาษทิชชูไปเผื่อด้วย หลังเสร็จภารกิจจำเป็นแล้ว ก็ำไม่ลืมที่จะขอบใจสองคนนี้ด้วย ตอนนั้นยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อย ก็เลยกลับไปนอนต่อ กำลังสงสัยอยู่ว่าพี่เขาจะปลุกนักเรียนทั้ง 205 คนกันยังไง เลยได้รู้ว่าพีแกใช้นกหวีดเป่าปี๊ดแหลมแสบแก้วหูปลุกเด็กนี่เอง (เริ่มออกแนวโหด มัน ฮา เหมือนนศท. เข้าให้แล้วสิ) แล้วให้เวลาทำธุระส่วนตัวนิดนึง เราทำไวเลยพอมีเวลาไปตากอากาศเย็นแถวชายหาดบ้าง ก่อนจะไปรวมตัวกันเรียนวิชาดูนกที่หอประชุมกันก่อน พร้อมใช้หนังสือคู่มือดูนกประกอบการเรียนรู้ไปด้วย เมื่อพอเข้าใจบ้างแล้วจึงเริ่มออกไปตั้งกล้องดูนกตามสถานที่ต่างๆ รอบค่าย เจอนกสวยๆ สารพัดนกมากมายให้ดูไม่รู้เบื่อ ก่อนที่จะไปกินอาหารเช้่า แล้วก็ไม่ลืมที่จะขอยาธาตุเพื่อนกินด้วย เพราะเดี๋ยวจะนั่งรถบัสไปพิพิธภัณฑ์กัน ปรากฏว่ารถห้อง 4 เสียซะง้าน รถสตาร์ทไม่ติด (พ่อบอกว่าที่เพื่อนเราฝันไว้ว่ารถคว่ำคงฝันตอนใกล้รุ่ง ถือเป็นฝันแบบลางบอกเหตุ แต่เนื่องจากช่วงเข้าค่ายไม่มีฤกษ์ตายหมู่ เลยเป็นแค่รถเสียเท่านั้นเอง) ห้อง 4 เลยต้องติดรถไปกับห้องอื่นๆ ชั่วคราวก่อน วันนี้ทั้งวันหมดไปกับการเข้าฐานต่างๆ ในค่าย ตามที่ได้แบ่งกลุ่มกันไว้ั้ทั้ง 12 กลุ่ม กลุ่มเราก็ได้ไปเข้าฐานเมืองเด็ก กับ ทำนาฬิกาแดดฉบับพกพา จริงๆ มีทั้งหมด 4 ฐาน แต่ให้เข้ากลุ่มละ 2 ฐาน แล้วให้ไปคุยแลกเปลี่ยนกันเอาเอง เราว่าฐานเมืองเด็กเป็นฐานที่สนุกที่สุดแล้วล่ะ เพราะเขาสอนให้เราประกอบรถด้วยตัวต่อ LEGO แล้วก็เขียนโปรแกรมบังคับรถด้วย กลุ่มเราพอส่งตัวแทนโปรแกรมเมอร์ออกไปกลุ่มละ 2 คน ตอนแรกเพื่อนอึ้งเพราะกลุ่มเราที่ออกไปเป็นเรากับเพื่อน ที่อยู่ทีมแข่งลินุกซ์ทีมเดียวกัน ตอนแรกเราก็แอบตื่นเต้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะใช้ภาษาอะไรเขียนนา เราเดาว่าหุ่นยนต์แบบนี้ คงใช้ assembly รึไม่ก็ C รึว่า C++ เขียน ปรากฏว่าเขาใช้ซอฟต์แวร์ชื่อ ROBOLAB เขียนเอา ไม่ต้องหัดเขียนโค้ดอะไรเลย ลากวางๆ อย่างเดียว (เซ็งไปเลย นึกว่าจะใช้ภาษาอะไรมันๆ เขียนซะอีก) แถมการบังคับให้รถวิ่งก็ใช้การหน่วงเวลา ซึ่งต้องเดาตัวเลขเอาอย่างเดียว แทบไม่ได้ใช้อะไรเลย พอเขียนเสร็จเขาก็ให้เอามาลองวิ่งเก็บแต้มดู ปรากฏว่ามีทีมเราทีมเดียวมั้งที่ไม่ได้ซักคะแนน เพราะตอนปล่อยรถ เราปล่อยเบี้ยวไปหน่อย (ช่วยไม่ได้ ใครให้เอาคนสายตาเอียงอย่างเราไปปล่อยรถกันเล่า) แต่เพื่อนเรานี่ดิ เครียดไปเลย บ่นว่าเสียหน้า เราก็เลยไปปลอบมันว่า โปรแกรมแบบนี้ไม่ต้องใช้ฝีมือการเขียนโค้ด มันแค่เดาตัวเลขอย่างเดียว ฉะนั้นอย่าไปคิดมาก มันก็ดีขึ้นมาหน่อยนึง (ถึงแม้จะยังซึมๆ อยู่ก็เหอะนะ) ส่วนฐานทำนาฬิกาแดดแบบพกพานี่น่าเบื่อมาก ตัดกระดาษแล้วพับอะไรนักหนาไม่รู้ แถมยังต้องบวกลบเวลาอีก พี่เขาก็อธิบายดีนะ แต่เราแค่ไม่ชอบอะไรจุกจิกอย่างพวกพับกระดาษเฉยๆ คนอื่นๆ ก็คงชอบกันแหละมั้ง ทำเสร็จแล้วก็เอาไปส่องแดด ประมาณว่าลองของ เออใช้ได้จริงๆ ด้วย พอดูคร่าวๆ ได้ แต่ก็ไม่ค่อยสนใจอะไรมาก เพราะเรามีนาฬิกาข้อมืออยู่แล้วนี่นา พอได้เข้าครบสองฐานแล้ว พี่เขาก็ปล่อยให้มากินข้าวกลางวันที่เราขอมอบรางวัลชนะเลิศซกมก อวอร์ดไปอย่างไม่ลังเลใจ (แต่ก็ต้องกิน เพราะไม่มีอะไรให้กิน) ตอนบ่ายก็เข้าชมพิพิธภัณฑ์ทางดาราศาสตร์กัน ได้ความรู้เกี่ยวกับดาราศาสตร์และอวกาศมากมาย แต่เซ็งมากมายที่สื่อและเครื่องมือที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนี่ กันดารจนใช้ไม่ได้ซักอัน (ไม่แน่ใจว่าเจ๊งหรือว่าไม่ได้เสียบปลั๊กไว้กันแน่) จากนั้นประมาณบ่ายสามกว่าๆ พี่วิทยากรก็เรียกรวมตัวให้ขึ้นรถไปเล่นน้ำทะเลที่อ่าวมะนาวกัน จนถึงห้าโมงเย็น แต่เราไม่ได้ลงเล่นหรอก สัญญากับพ่อแล้วนี่นา จะคืนคำไปได้ไงเล่า แต่ก็อดไม่ได้เดินเอาเท้าลงไปจุ่มน้ำทะเลเล่นนิดๆ พอให้หนาวเท้าเล่นๆ แล้วก็ไปอาบน้ำ (พี่เขาให้อาบน้ำที่นี่เลย เพราะเมื่อคืนเจอปัญหาน้ำไม่ไหลกันไปแล้ว) ถึงเวลาก็กลับไปกินข้าวเย็นกันที่ค่าย คืนนี้มีกิจกรรมแสดงละครห้องกันอย่างหนุกหนาน โดยวิทยากรกำหนดหัวข้อเรื่องกันว่า ต้องเกี่ยวกับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม ยาเสพติด อะไรประมาณนี้ ก็หนุกหนานกันไป เพราะไม่มีเวลาให้เตรียมการมากนัก แต่ก่อนที่จะแสดง พี่เขามีการเรียกเพื่อนๆ ออกไปเล่นเกมกัน แล้วก็แกล้งเพื่อนห้อง 4 อยู่คนนึง หาเรื่องต่างต่างนานา จนมันร้องไห้ พี่เขาก็ถามเพื่อนคนนั้นอีกว่า รู้มั้ยว่าคุณทำผิดอะไร มันก็บอกว่าไม่รู้ (จะไปรู้ได้ไง อยู่ดีๆ โดนแกล้งซะอย่างนั้นน่ะ) พี่เขาก็เฉลยว่า มันทำผู้หญิงคนนึงเจ็บ แล้ว HBD กันซะงั้น (เล่นอย่างงี้เลยน้อพี่ รู้สึกจะสร้างสถานการณ์แรงไปหน่อยนา) พี่เขาถึงเพิ่งจะบอกว่า อยากสร้างสถานการณ์ให้เพื่อนคนนั้นเจ็บปวด จะได้รู้ว่าที่มันเจ็บน่ะ แม่มันเจ็บกว่า เพื่อนคนนั้นก็ได้ตุ๊กตาพิกาจูไปเป็นของขวัญ (มันคงจำได้ดีเลยแหละ) ลำดับการแสดงก็จับฉลากสุ่มเอาว่าใครออกก่อนหลัง เริ่มด้วยห้อง 3 ที่เอานักรบสปาร์ตาเป็นตัวดำเนินเรื่อง ตามด้วยห้อง 5 ที่เน้นแนวแดนซ์กระจาย แล้วก็ห้องเราที่เล่นสไตล์กำลังภายในปนแฟนตาซี จากนั้นก็ห้อง 2 ที่เอาการแสดงที่ใช้สอบจากวิชานาฏศิลป์มาแสดงในค่าย แล้วก็ตบท้ายด้วยห้อง 4 ที่แสดงสมมติการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ในห้อง ซึ่งเป็นอาจารย์คนเดียวกันกับที่สอนเลขห้องเราแหละ อาจารย์ท่านน่ารักดีนะ เวลาอยู่ค่ายนี่ใส่เสื้อ Micky Mouse สีแดง วันต่อมาใส่เสื้อโดเรมอนสีชมพู แถมยังบอกอีกว่ามีเสื้อ Pink Panther อีกตัวนึงอยู่ที่บ้าน (อาจารย์ยังเล่าให้ฟังอีกว่า เวลาจะไปซื้อนี่ต้องบอกคนขายว่าซื้อไปให้หลานใส่ เพราะเกรงใจผู้ปกครองที่ไปซื้อเสื้อผ้าแถวๆ นั้น เมื่อการแสดงทั้งห้าห้องจบลง พี่ๆ ก็ปล่อยตามสบาย อยู่ได้ถึงเที่ยงคืน แล้วก็เปิดเพลงให้เต้นกันกระจาย ส่วนเราก็แยกออกมาทำธุระส่วนตัว ก่อนจะเดินตามเสียงกีต้าร์ไปขอยืมเพื่อนเล่น วันที่ 3 - เสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของค่ายพสวท. แล้วสินะ ได้ตื่นสายนิดหน่อย (หกโมงเช้านี่นะสายบ้านพี่ท่าน) ทำธุระส่วนเสร้จยังเหลือเวลาอีกเยอะ เลยได้ไปเล่นเตะฟุตบอลกับเพื่อนกันอย่างหนุกหนาน ก่อนทานข้าวเช้า จริงสิวันนี้เราต้องกินเจด้วยนี่นา แต่ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เดินไปบอกป้าเขาว่ากินเจ ป้าเขาก็เตรียมกับข้าวมาเผื่อให้อยู่แล้ว ผัดผักรวมป้าเขาทำอร่อยดีนะ ถึงจะเป็นกับข้าวแค่อย่างเดียวแต่เราก็กินได้ (กินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกินนี่นา) กินข้าวแล้วก็ไปเก็บของเตรียมกลับนครสวรรค์ เราเก็บเสร็จก่อนใครเพื่อน เลยแวบไปขอยืมกีต้าร์เพื่อนห้องสองมาเล่น (วันก่อนยืมห้องสี่ วันนี้ยืมห้องสอง แบ่งๆ กันยืมเอา หลังจากเก็บของขึ้นรถเสร็จแล้ว ก็ไปดูพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แล้วฟังการบรรยายระบบนิเวศน์เพิ่มเติม อย่างที่บอกไปข้างต้น ไมู่้พิพิธภัณฑ์เป็นอะไร เครื่องมือและสื่อเน่าหมดเลย ดีที่วิทยากรไม่เป็นซอมบี้ไปอีก หลังจากได้ดูแล้วก็มีทำพิธีปิดค่ายพสวท. พร้อมทั้งแจกเกียรติบัตรให้ทุกคน (ไม่ได้ แจกทีละคนหรอก แจกทีปึกละห้อง ไม่งั้นถ้าแจกทีละคนมีหวังได้กลับนครสวรรค์พรุ่งนี้แน่) จากนั้นก็ไปกินข้าวกลางวันกัน เราเกือบไม่ได้กินข้าวกลางวันแน่ะ เพราะเราหากับข้าวเจไม่เจอ ขากลับนั่งรถชั้นล่างเพราะว่าเมารถน้อยกว่านั่งข้างบน หลับไปตลอดทาง บางพวกก็เล่นไพ่ จนเราทนไม่ไหว ออกไปนั่งตรงบันไดรถ ซักพักรถก็มาจอดที่เพชรบุรีให้แวะซื้อของฝาก (เพื่อนเรานี่แผนสูงชะมัด เล่นไพ่เอาเงินไปซื้อของฝากซะงั้น) เรากะจะโทรไปถามแม่ว่าจะเอาอะไรที่นีบ้าง มือถือกลับแบตหมดซะงั้น เราเลยยืมของคนที่โทรฟรีโทรเอา แม่ก็ตอบได้ดีมากเลย บอกว่าไม่ต้องซื้อมาหรอก แต่เราก็เชื่อฟังมากเลย ซื้อขนมหม้อแกงกลับไป 2 ถาด ขากลับนี้ได้ดู 3 เรื่อง คือ เกมรักคาสโนว่า, season change แล้วก็ สายลับจับบ้านเล็ก เราดูผ่านๆ เอา ดูนานๆ ไม่ได้ เดี๋ยวเมารถเอา ซักประมาณเย็นๆ ก็แวะจอดที่ปั๊มแถวๆ สุพรรณ เพราะรถห้อง 4 เสียอีกแล้ว คราวนี้ compressor เสีย แอร์ไม่เย็น เลยต้องแก้กันยกใหญ่ แต่กว่าสมาชิกจะเข้าห้องน้ำเสร็จ รถก็แก้ใกล้เสร็จพอดีแหละ อาจารย์ก็ใจดี แจกข้าวกล่องมื้อเย็น รวมทั้งกับข้าวเจให้เราด้วยล่ะ พอดูหนังจนเบื่อ เพื่อนๆ เลยเปลี่ยนมาร้องคาราโอเกะกันแทน คราวนี้ร้องกันอย่างหนุกหนาน เพราะเดี๋ยวก็จะกลับกันแล้วนี่นา พอรถถึงตรงสี่แยกสะพานเดชา เราก็ขอยืมมือถือเพื่อนโทรหาพ่อ บอกว่าถึงสี่แยกสะพานเดชาแล้ว เดี๋ยวมารับที่หน้ามุขเหมือนเดิม ก็ไม่มีอะไรมากมาย รถถึงโรงเรียนนครสวรรค์ตอนสี่ทุ่ม ทุกคนเดินทางไปและกลับโดยสวัสดิภาพ (ถ้าไม่นับเรื่องท้องเสียน่ะนะ) สุดท้ายก่อนจะลงจากรถ ห้องเราก็ยังอุตส่าห์นัดแนะกันว่า... "ทุกคน พรุ่งนี้ไม่ต้องโรงเรียนกันนะ" เนื่องจากว่า การบ้านทั้งหมดที่ต้องทำส่งวันพุธ และส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ทำเลย (ขนาดเรากะจะเอาการบ้านกับนิยายไปทำที่ค่ายยังไม่มีโอกาสได้ทำเลยอ่ะ ตอนว่างๆ ก็มืดจัดมองไม่เห็นอีก เล่นกีต้าร์มันไม่ต้องใช้สายตามากเท่าไหร่) และบางส่วนก็เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง บางส่วนก็ไม่สบาย (ส่วนใหญ่เป็นหวัดเนื่องจากผ้าห่มที่เขาเตรียมไว้ให้ไม่หนาพอ และอากาศที่โน่นเย็นมาก รองลงมาคืออาหารเป็นพิษ อันเนื่องมาจากความซกมกของภาชนะ) พอเรากลับมาถึงบ้าน จัดการธุระทั้งหลายเสร็จแล้ว ก็รีบทำการบ้านทันที กว่าจะเสร็จก็เกือบตีหนึ่งโน่น แล้วก็เข้านอนได้อย่างสบายใจ เพราะการบ้านก็เสร็จแล้ว พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องไปโรงเรียน เรียนพิเศษก็ไม่มี แต่สุดท้าย.. ก็คิดถึงบ้าน และพี่อิส ที่ไม่ได้เจอหน้าตั้ง 3 วัน รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างมันขาดหายไป (โชคดีที่ตอนไปค่ายพ่อแม่โทรมาคุยบ้าง แล้วก็ได้ยืมกีตาร์เพื่อนเล่นเพลง Xiao Mo Li ให้พอหายคิดถึงพี่อิสลงบ้าง) สรุปว่าค่ายพสวท.นี้ ได้ทั้งความรู้ มิตรภาพ ประสบการณ์ต่างๆ ถือว่าคุ้มค่ามากมายที่ได้ไป ปล. นี่เป็นบล็อกที่เราเขียนมากที่สุดในชีวิตที่เราเคยเขียนเลยแหละ |
~
บล็อกของสมาชิกในชุมชนคนรักพี่อิส เรียงตามลำดับความอาวุโส
ระบบปฏิบัติการตระกูลยูนิกซ์ที่นิยมใช้กันมากที่สุด
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|